31 October 2008

Nightmare News

ข่าวนี้สำหรับ Halloween ปีนี้โดยเฉพาะ!! และโดยเฉพาะสำหรับแวดวงนิตยสาร และแฟชั่นอย่างเราท่าน!!
ในขณะที่โลกทั้งใบ โดยเฉพาะอเมริกา และยุโรป เขาต้อนรับฮาโลวีนกันไปก่อนหน้านั้น จนวันนี้ 31 ตุลาคม เหมือนจะเป็นการเปิดเทศกาลฮาโลวีนโลกอย่างเป็นทางการ - ทั้งหมดทั้งปวงก็เนื่องจากพิษเศรษฐกิจดังที่ทราบ
ประเดิมเปิดศักราชฮาโลวีน ด้วยข่าว Cosmo Girl นิตยสารวัยรุ่นในเครือ Cosmopolitan เวอร์ชั่นอเมริกา ประกาศอำลาเวทีนิตยสารแฟชั่นวัยใสไปเป็นฉบับแรกในอเมริกา โดยจะส่งท้าย อำลาอาลัยในฉบับเดือนธันวาคม ศกนี้

ฉบับถัดมาใหญ่โตขึ้นมาอีกนิด ถึงคิวของ ELLE Accessories เวอร์ชั่นอเมริกาเช่นกัน สำหรับรายนี้ บริษัทแม่ประกาศว่าขอหยุดพักการจำหน่ายชั่วคราว 'อย่างน้อย' 1 ปี ทั้งนี้ แอลเครื่องประดับ เป็นนิตยสารที่จำหน่ายเพียงปีละ 2 ฉบับ คือ Spring และ Fall โดยมีฉบับสุดท้ายคือฉบับใบไม้ร่วงที่เพิ่งผ่านไป

รายเกือบล่าสุด ไม่ได้ปิด แต่ปรับ เนื่องจาก Time สื่อสิ่งพิมพ์รายใหญ่ของอเมริกา ในเครือ Time Warner อันเป็นบริษัทแม่ เจ้าของธุรกิจสื่อสารรายใหญ่ ได้แก่ Time, Warner Music และ AOL เป็นต้น ประกาศปรับลดพนักงานนิตยสารในเครือ ไทม์ ทั้งหมดราว 600 ตำแหน่ง หนึ่งในนิตยสารแฟชั่นเครื่อไทม์ ก็คือ InStyle ก็จะโดนหางเลขไปกะเขาอย่างช่วยไม่ได้จริงๆ
ล่าสุด ถึงคราว Men's Vogue เวอร์ชั่นอเมริกาเช่นกัน หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีอาการร่อแร่ (อันที่จริงก็เริ่มเป็นมาตั้งแต่ปรับโฉมเป็นรายเดือน) กระทั่งต้องประกาศปรับลดจำนวนออกอากาศจากรายเดือน (12 เดือนต่อปี) เหลือเพียง 10 เดือนต่อปี โดยจะควบรวมฉบับบางจ๋อยของทุกปี ทุกนิตยสาร คือ มกราคม-กุมภาพันธ์ และ มิถุนายน-กรกฎาคม เป็นเล่มเดียวกัน

เมื่อวานนี้เอง Men's Vogue จำต้องประกาศ 'ปรับ' ใหญ่ ด้วยการลดเหลือเพียง 2 ฉบับต่อปี คือ Spring และ Fall ที่สำคัญ โว้คสำหรับหนุ่ม จะถูกควบรวมเป็นส่วนหนึ่งของ Vogue แต่จะรวมในรูปแบบไหน ต้องตามกันดูต่อไป
แต่ดีใจด้วยสำหรับแฟนๆ Teen Vogue ที่ล่าสุดยังยืนยันว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทว่า โว้คสำหรับทีน ก็ปรับตนเพื่อการอยู่รอด ด้วยการเปิดร้านขายเสื้อผ้าและเครื่องประดับจากหลากแบรนด์สุดหรูของวัยรุ่น ร้านแรกที่นิวเจอร์ซี่ ข่าวว่าก็ทำท่าจะไปได้ด้วยดี ทำอะไรให้มีรายได้ก็ควรทำ จริงมั้ย?

...อันที่จริงไม่รู้ว่าจะมีนิตยสารเล่มอื่นโบกมือบ๊าย บาย ไปก่อนหน้านี้หรือเปล่า แต่ 4 ฉบับนี้ แม้จะเป็นนิตยสารลูก แต่นิตยสารหรือบริษัทแม่นั้นใหญ่คับวงการนิตยสารโลกเลยทีเดียว ฉะนั้นลูกๆ พากันหมดแรง ก็เหมือนเป็นนัยว่า หมดเวลาแต่งและเติมท๊อปปิ้งประดับเค้กแล้ว - ที่สำคัญฝันร้ายเหมือนจะยังไม่จบ ตามข่าวบอกว่าสถานะการณ์นี้เหมือนซีรีย์เรื่องยาวต้องติดตามตอนต่อไป
มิน่าล่ะ SAW ยังสร้างได้ตั้ง 5 ภาค และจะมีภาคต่อไปเสียด้วย...
ยังไงก็ HAPPY HALLOWEEN! ละกัน

24 October 2008

Zaha Hadid & Co

ถ้าบอกว่าซีซั่นนี้ Rei Kawakubo แห่ง Comme des Garcons เป็น most wanted เป็นแขกรับเชิญสร้างสรรค์คอลเล็กชั่นพิเศษต่างๆ นานา ให้แก่แบรนด์เนม ทั้งไฮ และโลว์แบรนด์

ก็ต้องรวม Zaha Hadid ที่เหล่าแบรนด์เนมต่างดึงตัวไปร่วมสร้างสรรค์งานชิ้นพิเศษมากมายหลายเจ้า อันว่าฮาดิด คือสถาปนิกแห่งอนาคตเชื้อสายอิรัก เจ้าของรางวัล Pritzker Architecture คนแรกและคนเดียวที่เป็นผู้หญิง ศักดิ์ศรีของรางวัลนี้เปรียบได้กับโนเบลแห่งวงการสถาปัตยกรรม



ที่เห็นและจะได้เห็นผลงานของเธอกันชัดแจ้งในปีนี้ และต้นปีหน้า มี 3 สไตล์ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

เริ่มจากใหม่สุดไปยังเก่าสุด: อย่างแรก คือการออกแบบรองเท้ากีฬาให้แก่แบรนด์สปอร์ตแฟชั่น Lacoste ด้วยการออกแบบที่โดดเด่นทั้งพื้นรองเท้า โครงสร้างรองเท้า พื้นรองเท้า และวัสดุที่ใช้ทำรองเท้า เรียกว่าเธอมาปฏิรูปรองเท้าลากอสโดยเฉพาะ



รองเท้าลากอส โดย ซาฮา ฮาดิด จะวางจำหน่าย และมีรูปตัวจริงเสียงจริงให้ชมและซื้อหาแบบจุใจในเดือนมีนาคม 2552 โน่นเลย!



ถัดมา เพิ่งเปิดตัวได้ไม่ทันข้ามเดือน เป็นการร่วมมือระหว่าง ซาฮา ฮาดิด และดีไซน์เนอร์มือฉมัง Neil Barrett โดยฮาดิดรับหน้าที่เป็นอินทีเรีย ออกแบบภายในบูติดล่าสุดของบาร์เร็ตต์ ณ อาโอยาม่า กรุงโตเกียว (ที่ตอนไปญี่ปุ่นครั้งล่าสุดก็แอบแวะผ่าน แต่ยังไม่เสร็จ ร้านตั้งอยู่ในซอยเล็ก แต่ไม่เกินความสามารถในการหาไปได้)





การออกแบบเน้นการจัดวาง แบบสมัยใหม่ ด้วยทรงโค้งแบบต่างๆ คลุมโทนด้วยสีขาว ดำ และเทา ตกแต่งร้านให้มีสีสันด้วยการจัดวางดวงไฟอย่างลงตัว วัสดุหลากหลาย ที่สะท้อนสไตล์ของฮาดิดได้ชัดแจ๋ว

ปิดท้ายด้วยโปรเจ็กต์ตั้งแต่เมื่อต้นปี Mobile Art: Chanel Temporary Art Container ที่ซาฮา ฮาดิด รับหน้าที่สร้างสรรค์หอศิลป์เคลื่อนที่ เพื่อนำเสนอผลงานศิลปะ จากหลากหลายศิลปินชั้นนำของโลก โดยได้แรงบันดาลใจจากกระเป๋าบุนวมรุ่น 2.55 สุดแสนจะคลาสสิกใบนั้น
เริ่มต้นการเดินทางจากฮ่องกง ไปยังโตเกียว ตอนนี้แวะพักที่นิวยอร์ก ใจกลางเซ็นทรัลพาร์ค อยากรู้ว่าจะเดินทางไปต่อที่ไหน ต้องลองเข้าไปเช็คดูที่เว็บไซต์ www.chanel-mobileart.com
ตามกันต่อไปว่า ฮาดิด จะมีของเล่น (ชิ้นยักษ์) อะไรออกมาให้ชมกัน

21 October 2008

Tokyo is not enough !!!



อันที่จริง ต้องไม่ใช่โตเกียวสิ แต่เป็น Louis Vuitton ต่างหากที่ยังไม่พอ เพราะถึงตอนนี้วิตตองก็มีช้อปในโตเกียวถึง 11 แห่ง โดยเฉพาะที่กินซ่า มีช้อปวิตตองขนาดใหญ่เบิ้มเป็นแฟลกชิฟสโตร์อีกต่างหากถึง 2 แห่ง (flagship store คือช้อปที่จะมีสินค้าของแบรนด์นั้นๆ ครบทุกชนิด)



แต่เมื่อถึงฤดูใบไม้ร่วงปี 2010 กินซ่าจะได้ต้อนรับช้อปวิตตองแห่งล่าสุด ที่จะกลายเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กย่านกินซ่า เหมือนกับแบรนด์เนมอื่นๆ อย่าง Hermes, Gucci, Dior, Giorgio Armani, Swarovski, Chanel, Bulgari เป็นต้น

ที่มากกว่าการเป็นแลนด์มาร์กของกินซ่าก็คือ วิตตองแฟลกชิฟสโตร์นี้ จะเป็นช้อปวิตตองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ใหญ่กว่าทั้งที่ฌองเอลิเซ่ หรือนิวยอร์กเสียอีก



เกือบลืมไปว่า ช้อปสไตล์นี้ ไม่ใช่แค่เป็นแฟลกชิฟสโตร์ แต่วิตตองจะเรียกว่า 'Maison' หรือ 'บ้าน' ความแตกต่างของเมซอง และแฟลกชิฟสโตร์ สำหรับวิตตองก็คือ เมซอง จะมีมากกว่าแค่สินค้าทุกไลน์ของวิตตอง แต่จะรวมถึงสารพันสิ่งสำหรับไลฟ์สไตล์ และศิลปะ อาทิ ร้านหนังสือ หรือพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการ เป็นต้น ปัจจุบันมี เมซองของวิตตอง เพียงสองแห่ง คือ ฌองเอลิเซ่ กรุงปารีส และถนนแคนตัน เกาลูน ฮ่องกง



ภายใต้ทีมออกแบบและก่อสร้างของ UNStudio ตึกมีความสูง 12 ชั้น พร้อมชั้นใต้ดินอีก 4 ชั้น (จำนวนชั้น รอคอนเฟิร์มคราวหลัง) ตามข่าวว่าตั้งแต่ชั้น 1-10 จำหน่ายเสื้อผ้า กระเป๋า และเครื่องประดับของวิตตอง ชั้นบนสำหรับเป็นคาเฟ่ และภัตตาคารสุดหรู สำหรับชั้นใต้ดิน ประกอบด้วยฟังก์ชั่นรูม รวมทั้งห้องจัดแสดงนิทรรศการ ...นอกจากนี้ยังมีจะมีร้านหนังสือ และ 'สปา' อีกด้วย


การออกแบบ นำรูปใบไม้ ส่วนหนึ่งของลวดลายโมโนแกรม (ตราสัญลักษณ์วงกลม) มาเป็นลูกเล่นของการออกแบบอาคาร ด้วยการเล่นระดับ และสร้างความแตกต่างในแต่ละใบไม้ พร้อมระเบียงพักผ่อน ออกแบบแต่ละชั้นเล่นระดับด้วยการวนขึ้นไปข้างบน สร้างความต่างระดับด้วยบันได และบันไดเลื่อน โดยมีลิฟต์ตัวหลักอยู่กลางตึก



ทางเข้าหลัก ออกแบบให้เป็นเพดานสูงขนาด 3 ชั้น รวมทั้งแต่ละชั้นมีพื้นที่โล่งและเพดานสูง ไล่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ รายละเอียดของการตกแต่งภายใน นำลวดลายใบไม้มาเป็นลูกเล่น คงได้ทั้งสัญลักษณ์ของวิตตอง และสิ่งแวดล้อมไปในคราวเดียว



สำหรับวิตตองนั้น ต้องยอมรับว่า ทั้งเป็นแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับจากชาวญี่ปุ่น (มากที่สุดในโลก! - แต่กำลังโดนจีนตีตื้น) ทั้งในเรื่องภาพลักษณ์ของแบรนด์ชั้นสูง แฟชั่นที่ทั้งนำสมัย และคลาสสิก ขณะเดียวกันก็เป็นแบรนด์ที่ออกแบบเพื่อเอาใจตลาด และตลาดเองก็ยอมรับเสียด้วยสิ

ใครมีโอกาสไปญี่ปุ่น คงตื่นเต้นเวลาเห็นชนญี่ปุ่นเต็มแน่นร้านวิตตองตลอดทั้งวัน ยิ่งใกล้เทศกาลปีใหม่ ช้อปวิตตองดูราวกับมีเทศกาลลดกระหน่ำ ทั้งๆ ที่วิตตอง ไม่เคยลดราคาไม่ว่ากระเป๋า เครื่องประดับ หรือเสื้อผ้า!! - แต่ชาวญี่ปุ่นก็บ่ยั่น

ชนญี่ปุ่นนี่เองที่ไม่หยุดเป็นเจ้าของวิตตอง ...วิตตองก็เลยไม่เคยพอ ...



ข้อมูลจาก: http://www.unstudio.com/projects/country/jp/1/343#text และ http://www.dezeen.com/2008/07/31/louis-vuitton-flagship-store-by-unstudio/

20 October 2008

A Night to Remember



คืนที่ผ่านมา เป็นปาร์ตี้ที่สนุกสุดของปีนี้ ที่มีโอกาสได้ร่วมงาน เหตุเพราะเป็นปาร์ตี้ที่เริ่มจากความเหนื่อยล้า จบลงด้วยความตระการตา ของแฟชั่นโชว์ครบรอบ 20 ปี ของห้องเสื้อ Zenithorial

พลันสิ้นเสียงปรบมือให้กับเจ้าภาพ ลูกบอลกระจกจำนวนมาก ก็เลื่อนลงมาจากเพดาน แสงไฟสาดส่อง เสียงดนตรีดังก้อง เนรมิตเต้นท์แฟชั่น ให้กลายเป็นเต้นท์ปาร์ตี้ และแคทวอล์ก กลายเป็นแดนซ์ฟลอร์ เพื่อร่วมฉลองในความสำเร็จของ ELLE Fashion Week ที่เดินทางมาครบทศวรรษ

มีโอกาสร่วมชมโชว์ตั้งแต่โชว์แรก ของปีแรก และ (อาฟเตอร์) ปาร์ตี้แรก ของ ELLE Bangkok Fashion Week ที่ต่อมาเหลือแค่ ELLE Fashion Week และเพิ่ม Autumn/Winter และ Spring-Summer เมื่อไม่นานนี้

ครั้งแรก เต้นท์แฟชั่นขนาดกะทัดรัดจัดขึ้นที่ ลานกว้างข้างศูนย์การค้า เกษร และอาคารเพรสซิเด้นท์ (รร.อินเตอร์คอนติเนนทอล ในปัจจุบัน) ต่อมาขยายความมหึมาของเต้นท์ ด้วยการย้านไปจัดที่ลานมรกต ห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัล ชิดลม ที่อยู่ไม่ไกลกัน กระทั่งมาถึงเต้นท์แฟชั่นที่เห็นมาจนถึงปัจจุบัน ณ ลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

แอลล์ แฟชั่นวีค ถือว่าทำให้เกิดการแสดงแฟชั่นของนักออกแบบไทยอย่างเป็นระบบ ให้นักออกแบบไทย ได้มีเวทีแสดงการสร้างสรรค์เสื้อผ้าสุดสวยอย่างต่อเนื่อง และเป็นสร้างมาตรฐานการแสดงแฟชั่นโชว์ไทย ที่สำคัญ เวทีของแอลล์ แฟชั่นวีค มีโอกาสสร้างนักออกแบบไทยรุ่นใหม่ หลายต่อหลายคน ที่ต่อมากลายเป็นนักออกแบบที่มีชื่อเสียงจนทุกวันนี้

ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ทำให้วงการแฟชั่น เกิดการแข่งขัน ในด้านการสร้างสรรค์มากขึ้น ทั้งการสร้างสรรค์เสื้อผ้าและเครื่องประดับ การสร้างสรรค์รูปแบบโชว์ การพัฒนาของนางและนายแบบ และเป็นแรงกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่ๆ สนใจในเรื่องของแฟชั่นมากขึ้น ทั้งในด้านการเรียน การถ่ายภาพ การเป็นสไตลิสต์ หรือแม้แต่การเป็นนักเขียนแฟชั่น

เกิดผลทางอ้อมอีกประการหนึ่ง และเป็นสิ่งสำคัญสำหรับชาวแฟชั่น คือการเรียนรู้แฟชั่นอย่างเป็นระบบระเบียบมากขึ้น จากแต่ก่อน ที่เราเคยรับแฟชั่นมาเพียงเปลือกนอก (เหมือนการสร้างตึกรามบ้านช่องในบ้านเรา สไตล์ใครสไตล์มันจนเกิดเป็นทัศนอุจจาด) แต่งกายโดยการตามกันแต่ง หรือแต่งตามที่เห็น โดยไม่รู้ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร - บัดนี้เริ่มมีกลุ่มคนที่ให้ความใสใจกับรากฐานของแฟชั่น ที่มาที่ไปของแฟชั่น ทั้งหมดเกิดการการเรียนรู้ และต้องรู้อย่างถ่องแท้ เช่นเดียวกับการวางรากฐานทางสังคมและการเมือง ก็ต้องเริ่มที่การเรียน มิฉะนั้น ต่อให้ปฏิรูป ปฏิวัติสักกี่ครั้ง ผลก็เหมือนเดิม ...เปลือก!!!

แฟชั่นโชว์ก็คือหนึ่งกลไกหลักแห่งแฟชั่น ไม่ว่าจะโชว์เล็กโชว์ใหญ่ ล้วนคือเวลาที่จะพิสูจน์ถึงความสามารถ และการแสดงออกถึงภาพลักษณ์ของสังคมนั้นๆ ด้วย

ขอแสดงความยินดีกับก้าวที่ 10 และก้าวต่อไปอย่างแข็งแกร่งของ ELLE Fashion Week

17 October 2008

COCO before CHANEL



ถ้าภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายเมืองไทย ก็ต้องได้ชมแน่นอน อย่างน้อยที่สุด Chanel ไทยแลนด์ก็ต้องจัดฉายรอบพิเศษสักรอบ แน่นอน

ภาพยนตร์ Coco Before Chanel (หรือ Coco avant Chanel ในภาษาฝรั่งเศส) ชื่อเรื่องก็บอกอยู่แล้วว่า เป็นภาพยนตร์ชีวประวัติของ มาดมัวแซล ชาเนล ก่อนที่เธอจะก้าวเข้าสู่วงการแฟชั่น เพราะด้วยชื่อเสียง และเรื่องราวในชีวิตของชาเนล มีให้กล่าวถึงมากมายนับไม่ถ้วน และถ้าใครเคยรู้ประวัติของเธอ จะรู้ว่าชีวิตของเธอตั้งแต่เล็ก จนโต จนแก่ กระทั่งวันตาย เหมือนได้อ่านนิยายเรื่องยาย ที่รวมรสชาติทั้งหวาน โรแมนติก เศร้าเสียน้ำตา ชู้สาว สงคราม ริษยา เชือดเฉือน รุ่งเรือง ตกต่ำ

พูดถึงช่วงชีวิตในภาพยนตร์ คือชีวิตในช่วงสาว และการก่อร่างสร้างแบรนด์ชาเนล รวมทั้งเรื่องราวความรักระหว่างโคโค่ ชาเนล และ Arthur Capel แฟนหนุ่มคนแรกๆ ก่อนที่จะได้รู้จักกับและเกิดตำนานรักอันเร้นลับกับ ดยุก ออฟ เวสมินสเตอร์ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งรักโรแมนติกและคลาสสิกอีกคู่หนึ่งในประวัติศาสตร์คู่รักของโลกก็ว่าได้

Audrey Tatou แสดงเป็น มาดมัวแซล ครานี้จะสลัดภาพสาวตาแป๋ว มารับบทสาวเข้ม ไอค่อนแห่งวงการแฟชั่นได้หรือไม่ก็ต้องรอการฉายของภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งเพิ่งจะเปิดกล้องถ่ายทำเมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา กำกับโดยดาราและผู้กำกับสาวชาวฝรั่งเศส Anne Fontaine

ที่ผ่านมามีภาพยนตร์และละครเวทีเกี่ยวกับชีวิตของชาเนลอยู่ 2 เรื่อง Coco (ปี 1969) ละครเพลงบอร์ดเวย์ นำแสดงเป็นชาเนลโดย Katharine Hepburn (แสดงแทนโดย Rene Auberjonois) และภาพยนตร์เรื่อง Lifetime Chanel (ปี 2008) แสดงเป็นชาเนลโดย Shirley MacLaine

Coco before Chanel จะฉายในปี 2009 นัยหนึ่งเพื่อฉลองครบศตวรรษแบรนด์ CHANEL (ก่อตั้งเมื่อปี 1909) แน่นอนว่าทั้งหนัง และนางเอกของเรื่อง จะต้องถูกเปรียบเทียบกับภาพยนตร์เรื่อง La Vie En Rose (La Môme) ชีวประวัติของนักร้องระดับตำนานอย่าง Edith Piaf แสดงโดย Marion Cotillard ที่ตระเวนกวาดรางวัลมาแล้วทั่วโลก โดยเฉพาะออสการ์ดารานำหญิง

งานนี้ทั้ง Piaf และ Chanel ศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน ที่เหลือก็อยู่ที่หนังและตัวแสดงจะเทียบเทียมกันแค่ไหน

15 October 2008

Dior Homme Petite Taille Collection



สำหรับแฟน (ผู้หญิง) ของ Dior Homme โดยเฉพาะ...

เดิมดิออร์ ออม ตั้งแต่ครั้งออกแบบสุด slim โดย Hedi Slimane ก่อเกิดลูกค้ากลุ่มใหม่ของดิออร์ นั่นก็คือสาวๆ (ผู้หญิงน่ะ) หุ่นเพรียว เพราะแพทเทิร์นแบบเสื้อผู้ชาย ยังไงก็ต่างจากของผู้หญิง ผู้หญิงที่มาสวมเสื้อผ้าหนุ่ม โดยเฉพาะหนุ่มดิออร์ จึงทั้งเท่ และสวย (เอ๊ะ ยังไง)

ส่งไม้ผลัดมายังมือ Kris Van Assche ดีไซน์เปลี่ยนจากสลิมฟิต มาสู่รูปทรง V shape หมายความว่า ไหล่กว้าง เอวคอด ฉะนั้นต้องไม่ใช่แค่ผอมบางแบบสลิม แต่ต้องผอมและมีบอดี้ (โนพุง) ฤดูร้อนหน้า แวน แอซซ์ เพิ่มความสปอร์ต และสีสัน อย่างที่ไม่เคยใช้มากก่อน ซึ่งก็สนุกดี

โครงเสื้อรูปตัว V ก็เข้าทางสไตล์ทศวรรษที่ 80 สาวๆ ก็ยิ่งสบาย เพราะชอบเสื้อผ้าไหล่กว้าง เอวแคบ สังเกตว่า คอลเล็กชั่นฤดูหนาวนั้นทำได้นุ่มนวลเสียเหลือเกิน

ลูกเล่นของคอลเล็กชั่นฤดูหนาว หรือจะว่าไปก็ตั้งแต่แวน แอซซ์ เข้ามารับช่วงต่อ เปลี่ยนจากผึ้งตัวจ้อย มาเป็นผีเสื้อตัวเบิ้ม ทั้งโบไทรูปผีเสื้อ และเข็มปักรูปผีเสื้อ - ของประดับเหล่านี้นี่แหละที่เป็นสินค้ายอดนิยม โดยเฉพาะเข็มปักผีเสื้อ เป็นที่ฮิตของสาวๆ ทั่วโลก

เขียนมาหลายย่อหน้า จะบอกว่า ปี 2002 ดิออร์ ออม นำเสนอคอลเล็กชั่นพิเศษ 'Petite Taille' ที่ออกแบบสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ ด้วยโครงที่นุ่มนวลขึ้น เซ็กซี่ขึ้น ไซส์เล็กลง ตามเสียงเรียกร้องของสาวๆ ทั้งปวง ทว่าไม่ได้จำหน่ายในทุกบูติก - ว่ากันว่าบูติกดิออร์ ออม นั้นมีน้อยอยู่แล้ว แต่หาคอลเล็กชั่นสุดพิเศษนี้ได้ยากเสียยิ่งกว่ายาก

อย่ากระนั้นเลย ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม - 3 พฤศจิกายนนี้ ณ ชั้น 4 แฟลกชิฟสโตร์ดิออร์ และดิออร์ ออม บนถนน Omotesando กรุงโตเกียว ดิออร์ ออม จะนำคอลเล็กชั่นพิเศษ 'Petite Taille' มาจัดแสดง และจำหน่ายเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในญี่ปุ่น และเอเชีย

ร่ายเสียยาว ไปดูของจริงกันดีกว่า

ปล. เคยขึ้นไปชั้น 4 นี้แล้วครั้งหนึ่ง เป็นห้องสำหรับจัดแสดงเสื้อผ้าสื่อมวลชน + ห้องจัดแสดงอเนกประสงค์ + ออฟฟิตดิออร์ ค่อนข้างอบอ้าว เนื่องจากหลอดไฟหลายดวง

10 October 2008

KVA mask



น้องที่รู้จักกัน เป็นแฟนแถวหน้าของ Dior Homme มาตั้งแต่ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์คนก่อน Hedi Slimane จนมาถึงคนปัจจุบัน Kris Van Assche ทั้งสองเหมือนกันตรงที่ 'ติสท์ พอกัน

ต่างกันตรงที่ เฮดิ ตอนนี้กำลังผยายามผันตัวไปเป็นอาร์ติสท์จริงๆ ซึ่งก็ยังคงกระท่อนกระแท่นในจุดยืนความเป็นศิลปินของเขา คงต้องรอสักพักให้ลงตัว หรือไม่ก็เบื่อแล้วเลิกรากันไป สำหรับคริส ยังคงมุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลงานให้กับแบรนด์ของตนเอง และมอบภาพลักษณ์ใหม่ให้แก่แบรนด์ดิออร์ บุรุษ อย่างแรกคือการเปลี่ยนโลโก้ใหม่...เข้าใจยากขึ้น และเปลี่ยนจากสีดำเงา มาเป็นสีขาวแมตต์!

สำหรับแบรนด์ภายใต้ชื่อของเขานั้น ตอนนี้กำลังผลักดันไลน์เสื้อสตรี ซึ่งก็ยังไม่ค่อยลงตัวเท่าไหร่ แต่หากเป็นไลน์เสื้อบรุษนั้นติดลมบนไปเรียบร้อย - ล่าสุดคริสร่วมมือกับ Oliver Peoples แบรนด์แว่นตา และแว่นกันแดดแนวหน้าของโลก สร้างสรรค์คอลเล็กชั่นแว่นกันแดดจำนวนจำกัด ภายใต้ชื่อคอลเล็กชั่น 'KVA'

โดยปรับประยุกต์ทรงแว่นคลาสสิก Aviator ด้วยรูปทรงเหลี่ยม ตัวเลนส์ขนาดใหญ่ มีให้เลือกสองแบบ คือกรอบและขาแว่นสีดำ เลนส์สีชา แบบที่สองกรอบและขาแว่นลายกระโทนสีเชอร์รี่ กรอบแว่นสีกุหลาบไล่เฉด
ตรงกลางแว่น มีโลหะชิ้นเล็กประดับโลโก้ KVA อย่างถ่อมตัว

หยิบจับอะไรตอนนี้ ถ้ามีชื่อ KVA ก็ดูดีไปหมด

03 October 2008

Gadget Parade


ปีนี้ เป็นปีที่เหล่า gadget คึกคัก สวนกระแสคลื่นสึนามิเศรษฐกิจ (ชอบคำนี้จัง) เพราะต่างมีทีเด็ด มุกเด็ด และดีไซน์ใหม่ๆ ของกั๊ดเจ็ดเทคโนโลยีมาให้ตื่นเต้นกันยกใหญ่ เอาแค่ปลายปีนี้ ก็มีของเด็ด ดีไซน์เก๋ มาอวดกันหลากหลายชิ้นที่เดียว แต่ขอเลือกมา 3 ชิ้นที่น่าสนใจ ในสไตล์ portable

เริ่มต้นที่โทรศัพท์รุ่นล่าสุดที่แทบทั้งโลกรอคอย แถมปล่อยทีเซอร์ยั่วน้ำลายกันทีละนิด ที่ฮือฮาสุดก็คือในภาพยนตร์ Batman ภาคล่าสุดนั่นงัย เป็นสัญญาณว่า 'มาแน่' และ 'เร็วๆ นี้'

ว่าแล้วก็มาจริง...ส่วนตัวคิดว่า Nokia 5800 XpressMusic คือ iPhone killer ตัวจริงเสียงจริง หรือถ้าฆ่าไม่ลง ก็คงเป็นมวยที่สมน้ำสมเนื้อกว่าแบรนด์อื่นๆ ที่นำเสนอโทรศัพท์หน้าจอสัมผัสออกมาก่อนหน้า เพราะโนเกียคือผู้นำตลาดมือถือ แนวคิดหลักของโทรศัพท์มือถือโนเกียคือเป็นมิตรกับผู้ใช้ ฉะนั้นในแง่ตลาดมวลชน โนเกียออกอะไรมาใหม่ ก็ชนคู่แข่งกระเด็นไปเสียทุกราย คราวนี้มาเจอของแข็งอย่างไอโฟน ใครๆ ก็คงอยากลุ้น

รูปร่างหน้าตา Nokia 5800 XpressMusic ก็คล้ายกับมือถือจอสัมผัสทั้งหลาย รองรับระบบ 3G จึงมาพร้อมกล้อง 2 ตัว ตัวหลักมีความละเอียด 3.2 ล้านพิเซล + แฟลซคู่ หน้าจอ 3.2 นิ้ว บลูทูธ ไวไฟ ระบบนำทาง A-GPS และแผนที่แบบสัมผัส หมุนหน้าจออัตโนมัติ ช่องเสียบหูฟังขนาดมาตรฐาน หูฟังสเตอริโอพร้อมรีโมท มาพร้อม MicroSD ขนาด 8 GB และสีให้เลือก ดำ น้ำเงิน และแดง สนนราคาในต่างประเทศประมาณ 14000 บาท ในบ้านเราคงถูกกว่านั้น!

เจอราคาขนาดนี้ พร้อมฟังก์ชั่นที่อยากได้ ใครคิดอยากได้โทรศัพท์มือถือหน้าจอสัมผัสก็คงจะซื้อไว้ก่อนล่ะ แต่เตือนไว้ก่อนว่ารุ่นนี้เป็นจอสัมผัสธรรมดา อย่าริเปรียบ multi touch ของไอโฟนล่ะ หรือจะให้เลอเลิศอย่างใน Batman ก็คงไม่ใช่เหมือนกัน







ถัดมาเป็นเวอร์ชั่นอัพเกรดของ Nintendo DS เครื่องเล่นเกมพกพาสุดฮิต ได้ฤกษ์แปลงร่างเป็น Nintendo DSi ที่มาเหนือชั้นกว่าเก่า (แหงล่ะ) ด้วยหน้าจอ 2 ชิ้นใหญ่ขึ้นเป็น 3.25 นิ้ว บางลงกว่าเดิม (นิดหน่อย) เพราะตัดสล็อต GBA ออกไป แต่เพิ่มสล็อต SD card เข้ามาแทน ที่สำคัญเติมกล้องเข้ามาสองตัว กล้องตัวนอกความละเอียด 3 ล้านพิกเซล ในราคาประมาณ 6000 กว่าบาท ขายที่ญี่ปุ่นเจ้าแรก วันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ ด้วยสีให้เลือกเพียง ขาว และดำ



ปิดท้ายด้วย Fujitsu Lifebook U2010 ที่มาพร้อมสีสันหลากหลาย เอาใจสาวๆ เป็นหลัก เพราะไม่หนัก พกสะดวก แถมแปลงร่างเป็น Tablet PC ได้ง่าย จอขนาด 5.6 นิ้ว (เล็กไปป่ะ) แต่ความสามารถครบครัน อย่างบลูทูธ ไวไฟ และที่สำคัญมีระบบนำทางผ่านดาวเทียม GPS มาให้พร้อมสรรพ ส่วนเรื่องประสิทธิภาพ ประมวลผลโน่นนี่ บอกได้ว่าไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่เชื่อว่าแค่กลุ่มคนที่จะใช้โน้ตบุ๊คเครื่องนี้ คงไม่มาดูสรรพคุณความแรงมากนัก สนนราคาไม่เกิน 50000 บาท มีจำหน่ายในบ้านเราด้วย

01 October 2008

tokyo PICASSO









เดือนนี้ที่กรุงโตเกียว จะมีมหกรรมงานศิลป์ที่น่าจะเรียกว่าใหญ่สุดแห่งปี 2008

ตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม – 14 ธันวาคม ศกนี้ สองในสาม สามเหลี่ยมศิลปะแห่งโตเกียว ณ ย่านรอปปงหงิ อันได้แก่ The National Art Center, Tokyo และ Suntory Museum of Art จะนำศิลปะต้นฉบับของPablo Picasso ศิลปินแห่งศตวรรษที่ 20 จำนวนถึง 230 ชิ้นงาน! หยิบยืมจาก The Musee National Picasso, Paris มาแบ่งจัดแสดงทั้งสองสถานที่ที่กล่าวมา ให้ชื่อนิทรรศการอย่างเรียบง่ายว่า ‘Tokyo Picasso’ นอกจากจะยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี ยังถือเป็นการจัดแสดงงานของปิกัสโซ่ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นอีกด้วย









หอศิลป์แห่งชาติ โตเกียว จะแสดงผลงานตั้งแต่เริ่มต้น จนถึงช่วงท้ายของชีวิตศิลปิน และสำหรับที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะซานโตรี จะแสดงผลงานอันสะท้อนถึงจิตวิญญาณของศิลปินผ่านงานภาพบุคคล

นิทรรศการโตเกียวปิกัสโซ่ครั้งนี้ จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 150 ปี ความสัมพันธ์ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น ใครที่ชื่นชอบผลงานของปิกัสโซ่ ไม่ต้องไปไกลถึงปารีสแล้วล่ะ

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซด์อย่างเป็นทางการ www.asahi.com/picasso/ (ภาษาญี่ปุ่น) หรือเว็บไซด์ของหอศิลป์แห่งชาติ โตเกียว www.nact.jp/ และเว็บไซต์ของพิพิธภัณฑ์ศิลปะซานโตรี www.suntory.co.jp/sma/


(column: hotLIPS 10/5)