01 November 2009

Hermes pour Liberty

ต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เกิดอาการเซ็งหลายอย่าง ปกติวิธีแก้อารมณ์เซ็งก็คือ shop therapy ที่ก็จะพาความฉิบหายมาทุกสิ้นเดือน!
แล้วก็จำได้ว่าตอนนี้ที่ห้าง Liberty ลอนดอน ประเทศอังกฤษ เขามีไอเท็มพิเศษ เป็นความร่วมมือกับ Hermes แบรนด์ดังจากปารีส และเมื่อความคลาสสิกกับคลาสสิกมาเจอกัน ก็เลยกลายเป็นของงามๆ ที่ผมว่า ก็เก็บไว้ใช้ได้ทุกโอกาส จนกว่าจะขาดเปื่อยกันไปนั่นก็คือ ผ้าพันคอ และเนคไท
เข้าไปค้นในเว็บลิเบอร์ตี้ ก็เจอดังว่า ก็เลยจัดแจงอยากรู้ราคา และค่าส่งหากซื้อผ่านเน็ต แต่ด้วยความด้อยประสบการณ์ และความเซ็ง ก็เลยเผลอกดซื้อไปโดนปริยาย เอาเป็นว่าของขวัญวันเกิดให้ตัวเอง มาแบบงงๆ
ups นำส่งกล่องสีส้มเล็กๆ จิ๋วๆ มาให้อย่างสมบูรณ์แบบ ไร้ริ้วรอย ความเก๋สำหรับพัสดุชิ้นนี้ นอกจากของชิ้นพิเศษ ก็อยู่ที่กล่องแอร์เมสสีส้ม แสตมป์มุมล่างขวาแบบเนียนสนิทด้วยโลโก้พิเศษ Hermes pour Liberty of London ผูกโบเรียบร้อย
ผ้าพันคอนอนนิ่งในกล่องอย่างเรียบร้อย ความพิเศษของผ้าพันคอผืนนี้ อยู่ที่การใช้ผ้าคอตต้อน Liberty Tana Lawn อันเป็นผ้าคอตต้อนเก่าแก่ของอังกฤษที่ผลิตขึ้นโดยห้างลิเบอร์ตี้แห่งนี้ และยังขายมาจนถึงปัจจุบัน ความพิเศษอีกอย่างหนึ่งของผ้าคอตต้อนในห้างลิเบอร์ตี้ก็คือลายพิมพ์ดอกไม้ดอกจิ๋วหลากแบบ
Bali Barret ดีไซน์เนอร์ และผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ของ Hermes Silk เป็นผู้เลือกแบบ และออกแบบผ้าพันคอผืนพิเศษนี้ ด้วยการนำลายรถม้า Ex Libris มาประทับบนผ้าลายดอกไม้ ซึ่ง Ex Libris เป็นลวดลายรูปรถม้าที่แอร์เมสเคยนำมาพิมพ์ลงบนผ้าพันคอเมื่อปี ค.ศ. 1946 และสร้างชื่อเสียงให้แก่ผ้าพันคอแอร์เมสมากที่สุด ขนาดที่ว่าได้กลายเป็นลายไอคอนของแอร์เมส ที่ยังคงนำมาใช้ในการออกแบบจนทุกวันนี้
และแน่นอนว่าผ้าพันคอนี้ต้องเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส หรือที่เรียกว่า 'Le Carre' อันเป็นแบบเฉพาะของผ้าพันคอแอร์เมส ที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเมื่อปี 1937 โดยเริ่มต้นมีเพียงขนาดเดียวคือ 90 x 90 เซ็นติเมตร เรื่อยมาจนกระทั่งไม่กี่ปีมานี้ แอร์เมส ออกแบบผ้าพันคอ Le Carre (ที่แปลว่า Square) ขนาดใหม่ 70 x 70 เซ็นติเมตร และก็เป็นขนาดที่แอร์เมสเลือกใช้ในการออกแบบผ้าพันคอครั้งนี้ รวมทั้งขนาดเล็ก 45 45 เซ็นติเมตร (เรียกว่า Gavroche)

มีทั้งสิ้น 6 ลายดอกไม้ ได้แก่ Daisy Eloise Mabelle Bourton Thorpe และ Tatum และเนคไทอีกสามลาย ที่ต่างก็สวยไปคนละแบบ
โดย Hermes ได้เปิด pop-up store ขึ้นในห้างลิเบอร์ตี้ เพื่อจำหน่าย Hermes pour Liberty of London รวมทั้งเวิร์คช้อปจากแอร์เมส ตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน - 18 ตุลาคมที่ผ่านมา แต่เหมือนว่าในเว็บก็จะยังคงมีจำหน่ายผ้าพันคอและเนคไทนี้อยู่ต่อไป ลองแวะไปชมกันได้ ที่ http://www.liberty.co.uk/fcp/content/hermes/content

30 October 2009

10 Anniversary of Nippon VOGUE

ปีนี้ นอกจากนิตยสาร LIPS ณ ประเทศไทย จะครบรอบ 10 ปี อย่างอลังการไปแล้วเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ก็ยังมีเพื่อนร่วมทศวรรษเท่าที่นึกได้ตอนนี้คือ รถไฟฟ้าบีทีเอส และ MSN
แต่...ยังมีเพื่อนร่วมวงการสิ่งพิมพ์ที่ครบรอบทศวรรษเช่นกัน ก็คือ Nippon Vogue หรือนิตยสารโว้ค เวอร์ชั่นญี่ปุ่น ใครที่เป็นแฟนโว้คเวอร์ชั่นนี้ อาจจะนึกสงสัยเหมือนผมก็คือ มันมีความละม้ายคล้าย LIPS ในหลายๆ อย่าง อาทิ การทำ advertorial และการคิดคอนเซ็ปต์เล่ม หรืออะไรที่ดูพิเศษแปลกตา
อย่างเช่นฉบับครบรอบ 10 ปี เขาไม่ได้ทำออกมาในเล่มปกติ แต่ทำเล่มพิเศษ 'Collector's Edition' ทั้งเนื้อหาและขนาดเล่ม ที่ใหญ่กว่าโว้คปกติ (หรือขนาดพอๆ กับนิตยสาร W ของอเมริกา) หน้าปก ก็เรียบง่าย เป็นเลข 10 เหมือน LIPS ฉบับ 10 ปี
เนื้อหาข้างในเป็นการรวบรวม 10 สิ่งอันเป็นที่สุด อาทิ Tokyo Street Fashion, Bags&Shoes, Tokyo Beauty, Power for Celebrities, Japanese Art, Architecture, Restaurants เป็นต้น รวบรวมบรรดาคำอวยพรของบุคคลสำคัญของวงการแฟชั่นทั่วโลก ภาพปก และนางแบบปกโว้ค เรื่องราวของนักออกแบบแห่งทศวรรษ ที่อ้างอิงจากดีไซน์เนอร์ที่เคยมาลงโว้ค
ขาดไม่ได้เลยคือ ผู้หญิงแห่งทศวรรษ เทรนด์ความงามในรอบทศวรรษ ผลิตภัณฑ์ความงามของสาวแต่ละทศวรรษ และปฏิทินของทศวรรษหน้า (10 ปี!) พร้อมภาพประกอบจากศิลปินดังอย่าง Ruben Toledo (เลิฟงานของเขามั๊กๆ) และอีกมากมายก่ายกอง คุ้มกับ สนนราคาที่แพงกว่า โว้ค ฉบับปกติ คือ 1000 เยน ขาดตัว!! ...เพื่อให้คุ้มกับความเป็นเล่มพิเศษสำหรับนักสะสม และแฟนโว้คนิปปองตัวจริง
จบจากเล่มพิเศษ 10 ปี โว้ค เวอร์ชั่นญี่ปุ่น ก็มาถึงเวอร์ชั่นธรรมดา ที่ออกวางแผงพร้อมๆ กัน คือฉบับเดือน ธันวาคม 2009 (นิตยสารในญี่ปุ่น จะวางแผงก่อนกำหนด 1 เดือน เคยถามว่าเพราะอะไร เขาบอกว่า ก็เพื่อให้คนอื่นได้เตรียมตัว 'ช้อป' นั่นเอง) ก็อยู่ในบรรยากาศของการฉลองทศวรรษ และเทศกาลส่งความสุขปลายปี ฉะนั้นในฉบับก็คือ หนังสือแทรกเล่มพิเศษ Super Gift Book จากเหล่าซูเปอร์แบรนด์
ซึ่งนอกจากจะหนาเป็นพิเศษ ตามสไตล์นิตยสารที่วางจำหน่ายไตรมาสสุดท้ายของปี ยังมีของกำนัลพิเศษสุด ที่ต้องบอกว่าพิเศษกว่าใคร ให้รู้บ้างว่าไผเป็นไผ เพราะของแถมพิเศษนี้ โว้ค นิปปอง ร่วมกับ Comme des Garcons กันเลยทีเดียว ซึ่งปกติแม้ CdG จะออกแบบร่วมกับแบรนด์โน้นนี้ แต่ก็ไม่ทำของแถมกับหนังสือไหนนะ เปิดซิงทำของแถมร่วมกับโว้ต เหตุผลหนึ่งคงเพราะเคยร่วมกับ โว้ค เปิดร้านขายของชิ้นพิเศษจากแบรนด์ และศิลปินชั้นแนวหน้ามาแล้วเมื่อไม่นานมานี้ ก็เลยมาทำร่วมกับโว้คทิ้งทวน
เพื่อไม่ให้เสียชื่อ โว้ค และกอมม์ ก็ต้องดูดีมีสไตล์ ถึงแม้จะเป็นถุงผ้า แต่เนื้อผ้าก็ไม่ใช่คอตต้อนเหมือนถุงผ้าทั่วไป ทำลายจุดขาวบนพื้นดำสัญลักษณ์ของแบรนด์ กอมม์ พร้อมเลข 10 ตัวเบิ้ม และโลโก้ของ โว้ค และกอมม์ ที่ดูไม่เสร่อเหมือนของแถมทั่วไป
ขณะเดียวกัน ก็คงเอาใจสาวๆ ที่ไม่ชอบแบรนด์เยอะแยะ เลยออกแบบอีกด้านหนึ่ง เป็นแค่ลายจุดขาว พื้นดำ นี่ลองเป็นของขายของ กอมม์ กระเป๋าใบนี้คงมีราคาไม่ต่ำกว่า 5000 เยน เผลอๆ จะเกิน 10000 เยน
เขียนมาขนาดนี้ จะไม่หามาครอบครองได้งัยล่ะ

28 October 2009

another step of fashion

ผมรู้จักแบรนด์ another F.C.K. โดยบังเอิญเมื่อสิบกว่าปีมาแล้ว ตอนนั้นยังเป็นช้อปเล็กๆ อยู่ในตึกแถว จิม ซา จุ่ย (Tsim Sha Thui) ฮ่องกง เป็นร้านเล็กๆ ที่มีเสื้อแขวนเต็มร้าน สวยหมด ที่สำคัญคือดูแตกต่างจากร้านเสื้อที่อยู่ในระดับเดียวกัน แบบว่ามาร้านนี้ทีไรก็มักจะได้เสื้อผ้าเก๋ๆ มาสักตัวสองตัวเสมอ
พอหายไปสักพัก แล้วกลับไปฮ่องกงใหม่ ร้านนี้ก็ดูจะเปลี่ยนไป และใหญ่โตขึ้นกว่าเดิม ผมจำไม่ได้แล้วว่าร้านเดิมที่จิม ซา จุ่ย จะยังมีอยู่หรือเปล่า รู้แต่ว่าไปแหล่งเก๋ ย่านช้อปปิ้งย่านไหน ก็จะต้องเห็น another F.C.K. เสมอๆ เข้าไปในร้านทีไรก็เหมือนไปห้างสรรพสินค้าย่อมๆ เพราะมีแบรนด์ยิบย่อยให้เลือกมากมาย แถมบางสาขาก็มี select สินค้าเก๋ๆ ตรงคอนเซ็ปต์ร้านจำหน่ายด้วยเช่นกัน
จนไม่นานนี้ เพื่อนที่ทำงานได้รับเชิญไปร่วมงานเปิดคอลเล็กชั่น และแนะนำแบรนด์ดังกล่าวที่ฮ่องกง เพื่อจะบอกให้รู้ว่า another F.C.K กำลังจะมาเปิดที่เมืองไทยแล้วนะ ...และตอนนี้ก็เปิดแล้วด้วย ที่ชั้น 4 สยามเซ็นเตอร์

another F.C.K. มาความต้องการออกแบบเสื้อผ้าที่ฉีกแนวจากตลาดเสื้อผ้าฮ่องกงในสมัยนั้น ที่ดูจะไปในทิศทางเดียวกันหมด (เดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นอยู่) ดังนั้นผู้ก่อตั้งแบรนด์ก็เลยว่า อย่างกระนั้นเลย ชีวิตไม่ควรจะเรียบง่ายและน่าเบื่อเกินไป อย่างน้อยก็มาทำอะไรที่แหวกแนวกันดีกว่า นั่นจึงเป็นที่มาของแบรนด์เสื้อ kitterick โดยการออกแบบของดีไซน์เนอร์ 4 คน ที่ต่อมาได้แยกออกมาเปิดแบรนด์ย่อยเป็นของตัวเอง ภายใต้ร้านใหญ่ร้านเดียว ได้แก่ kitterick, K2, indu homme, a.y.k. และ Z'by Kitterick ที่ต่างก็มีคอนเซ็ปต์แตกต่างกันไป

โดยบ้านเรานำเข้ามาเบื้องต้น 4 แบรนด์คือ kitterick ออริจินัลแบรนด์ ที่มีรายละเอียดและลูกเล่นเฉพาะตัว บ่งบอกเอกลักษณ์ของผู้สวมใส่
indu homme สำหรับผู้ชายมีสไตล์ และความทันสมัย ผสมผสานกันระหว่างเสื้อผ้าแฟชั่นให้เข้ากับชุดทำงาน และชุดลำลองแบบเดิมๆ เรียกว่าเก๋เท่ทุกวินาที
a.y.k.
เสื้อผ้าของสาวหวานที่เน้นสีสัน และการตัดเย็บที่ดูไม่ธรรมดา ออกแบบมาให้สามารถมิกซ์และแม็ตซ์ได้อย่างสนุกสนาน
K-2
เสื้อผ้าแนวสตรีท-แคชชวลที่ดูสนุก แต่ก็เท่ได้ในขณะเดียวกัน มีทั้งผู้ชายและผู้หญิง ด้วยคอนเซ็ปต์ที่ว่า 'ชีวิตคือความสนุก'

ดังนั้นร้าน another F.C.K. จึงออกแบบโดยแบ่งพื้นที่และตกแต่งร้านออกไปตามคอนเซ็ปต์ของแต่ละแบรนด์ แต่เปิดโอกาสให้สามารถเลือกหยิบ มิกซ์และแมตซ์เสื้อผ้าได้จากทุกแบรนด์ ตามแนวคิดที่ขอให้มีข้อจำกัดในการแต่งกายน้อยที่สุด เพื่อให้ได้เสื้อผ้าที่มีสไตล์ มากกว่าที่จะวิ่งไปตามกระแสแฟชั่น
เขียนเยินยอตาม press release ซะมากโข จริงๆ ก็แค่อยากให้รู้คอนเซ็ปต์ของแต่ละแบรนด์ และความมุ่งหมายที่ว่าทำไมต้องมีแบรนด์ยิบย่อยให้วุ่นวาย เพราะเวลาเราไปซื้อเสื้อผ้าร้านในร้านหนึ่งก็มักจะได้เสื้อผ้าตามอารมณ์ของร้านนั้นๆ ร้านเดียว แต่พอมาที่นี่เหมือน one stop shopping ให้เลือกเสื้อผ้าแบรนด์นั้น แบรนด์นี้ได้ตามอำเภอใจ ก็สนุกดี
ยังรู้มาอีกว่า ราคาเสื้อผ้าที่นี่เท่ากับ หรือถูกกว่าที่ฮ่องกงเสียอีก ผู้นำเข้าใช้มนต์ตำรับใดไม่รู้ (และก็ไม่อยากรู้) ทำราคาได้เลอเลิศมาก ส่วนเสื้อผ้าก็จะหมุนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ไม่จำเจแน่นอน ...ไม่รู้ว่าขายของไปหรือเปล่า ก็ไม่รู้ล่ะ ได้แวะไป ก็เลยแวะมาแนะนำร้านโปรดอีกร้านหนึ่งของฮ่องกงให้ได้รู้จักกัน หลังจากหายหน้าหายตาไปนาน หุหุ

09 October 2009

Irving Penn (1917 - 2009)

Model, Jean Patchett, on Vogue cover by Irving Penn (April 1950)

Irving Penn, 1951




"REST IN PEACE"



01 October 2009

Raf Simons / Jean Paul Gaultier / Dr. Martens

คอลเล็กชั่นใบไม้ร่วงของ Dr.Martens ที่ Raf Simons ออกแบบต่อเนื่องเป็นคอลเล็กชั่นที่สอง ก็ยังคงแซ่บเช่นเดียวกับฤดูร้อนที่ผ่านมา (ภาพบน) ถ้าไม่ชอบเมทาลิก ก็ยังมีสีปกติให้เลือกสวม ซึ่งก็สามารถสวมใส่ได้จริง เหมาะกับคนนิยมความคุ้มค่า มากกว่าแฟชั่น (แต่ไม่ได้เอารูปมาให้ดู)
ที่ Raf Simon ทำให้ก็ว่าแซ่บแล้ว คราวนี้เป็นคิวของ Jean Paul Gaultier มาออกแบบรองเท้าให้กับ Dr. Martens เป็นครั้งแรกในคอลเล็กชั่นนี้เช่นกัน เรียกว่าสวยกันไปคนละแบบ ข่มกันไม่ลงจริงๆ (ภาพบน)
ขอดูซ้ำไปมาอีกหลายๆ ครั้ง เดี๋ยวก็จะกลายเป็น wish list ไปเอง