31 March 2009

Gucci X Victorinox


ต่อเนื่องจากข่าวก่อนหน้า ก็ได้โอกาสคลิ๊กชมโน่นนี่ ในเว็บไซต์ Gucci และเหลือบเห็นเซ็ตมีดพกพาขนาดพวงกุณแจ ตกแต่งลายโลโก้กุ๊ชชี่พร้อมดาวสองดวง เห็นแล้วก็คุ้นๆ ว่าเคยมีเซ็ตมีดพกพาหน้าตาเดียวกัน แต่บังเอิญว่าไม่ใช่ของกุ๊ชชี่ แต่เป็น Victorinox แบรนด์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องมีดพก ของสวิสเซอร์แลนด์ ลองเข้าไปดูใกล้ๆ ก็ใช่จริงๆ กุ๊ชชี่ให้ วิคตอรีน็อกส์ ผลิตมีดพกชิ้นเล็กเป็นพิเศษ ซึ่งก็เป็นไซส์เล็กสุด ที่เขาขายเป็นที่ระลึกให้นักท่องเที่ยวในสวิส
จำได้ว่าเคยไปสวิสครึ่งหนึ่งเท่อนานมาแล้ว และก็ซื้อหน้าตาแบบนี้มาหนึ่งชิ้นในราคาที่แปลงเป็นบาทแล้วแค่ 450 บาท แต่หากข้ามช่องแคบไปขายที่ลอนดอน ราคาก็จะขึ้นไปเกือบเท่าตัว หรือเกือบพัน พอๆ กับที่หาซื้อได้ในบ้านเรา
แต่ประทับแบรนด์กุ๊ชชี่แล้ว ราคาอยู่ที่ 100 ยูโรถ้วน หรือประมาณ 4800 บาทขอรับเจ้านายยย..ย :)


ที่มา www.gucci.com

Sloane Collection


สาวก Gucci คงต้องเหนื่อยอีกรอบ เพราะตอนนี้ บูติกปรุงโฉมตามคอนเซ็ปต์ใหม่บนถนน Sloane กรุงลอนดอน เปิดต้อนรับแฟนๆ เรียบร้อย พร้อมของเด็ดอีกแล้ว หลังจากที่ประสบความสำเร็จเหลือล้นจากการเปิดแฟล็กชิพสโตร์ ที่ นิวยอร์ก และ บูติกตกแต่งใหม่ที่กรุงโรม เมื่อปีที่ผ่านมา ด้วยการเปิดตัวคอลเล็กชั่นกระเป๋ารุ่นพิเศษ มาให้สะสมแบบจำกัดสุดๆ (บังเอิญไปนิวยอร์ก หลังจากนั้นแค่ไม่นาน ก็หมดไปเรียบร้อย ทุกสิ่งทุกแบบ)
คราวนี้ก็มาอีกครั้ง กับบูติกกรุงลอนดอนดังว่า ด้วย Sloane Collection กระเป๋าลายเก๋เปรี้ยวจริง ลายยูเนี่ยนแจ๊ก มงกุฏ และโลโก้ลายเซ็นกุ้ชชี่ พิมพ์บนกระเป๋ารุ่น Joy แคนวาสลายโลโก้ดับเบิ้ล G (ตามภาพ) หรืออีกแบบก็เป็นกระเป๋าหนังสีน้ำเงิน (Royal Blue) ปั้มลาย Guccissima พร้อมแผ่นป้ายหนังประดับแผ่นทองเหลืองลายมงกุฏ
ในเว็บบอกว่านอกจากกระเป๋าจอย 3 ขนาด ยังมีกระเป๋าเดินทาง กระเป๋าเดินทางแบบล้อลาก กระเป๋าสะพายทรงกระบอก (duffle) และสารพัดคอลเล็กชั่นเพื่อการเดินทาง
น่าเศร้า เพราะคอลเล็กชั่นนี้คงเดินทางมาไม่ถึงกรุงเทพฯ เหมือนเช่นเคย :-(


(อ่านต่อที่ www.gucci.com/int/uk-english/gucci-news/sloane-st/)

18 March 2009

coming in and out of our (fashion) life

'minimal vs basic'
จบจากการเดินสายแฟชั่นวีค อันเป็นไฮไลต์ของแวดวงแฟชั่น ก็นึกว่าแวดวงแฟชั่นจะซบเซาเหงาหงอย ที่ไหนได้ ยังมีข่าวใหญ่ให้ได้เป็นข่าวหน้าหนึ่ง
ข่าวแรก เป็นข่าวใหญ่จริง เพราะฝั่งหนึ่งเป็นตำนานของดีไซน์มินิมัลจากเยอรมัน ที่ครั้งหนึ่งก้าวสู่แถวหน้าแฟชั่นโลกอย่างยิ่งใหญ่ Jil Sander นั่นเอง ส่วนอีกฝั่ง เป็นยักษ์ใหญ่วงการเสื้อผ้าสไตล์เบสิกจากญี่ปุ่น Uniqlo (ใหญ่ขนาดที่เจ้าของแบรนด์ก้าวขึ้นไปเป็นผู้มีรายได้เป็นอันดับหนึ่งในญี่ปุ่น) โดยเพิ่งมีแถลงข่าว การเข้ามาของ จิล แซนเดอร์ ในฐานะที่ปรึกษาฝ่ายสร้างสรรค์ (ขณะที่บางรายงานข่าวบอกว่าเป็นครีเอทีฟไดเร็ตเตอร์) ของ ยูนิโคละ (สะกดภาษาไทยยากจัง เอาเป็นว่า อ่าน ยูนิโคโละ แบบเร็วๆ)
โดยเธอจะดูแลในส่วนของเสื้อผ้าทั้งของชายและหญิงที่จะวางจำหน่ายทั่วโลก ตามข่าวแปลความให้ว่า เท่ากับ จิล แซนเดอร์ จะทำหน้าที่ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์อย่างไม่เป็นทางการของ ยูนิโคละ โดยจะเริ่มเห็นผลงานความร่วมมือ ในฤดูใบไม้ร่วงและหนาวนี้เลย
ทั้งนี้หลายฝ่ายก็เชื่อว่า ไม่ช้าไม่นาน ก็จะเห็นดีไซน์ของ ยูนิโคละ ที่ออกแบบโดย จิล แซนเดอร์ อย่างเต็มตัวแน่นอน ทั้งนี้เพราะนอกจากการเข้าร่วมทีมกับ ยูนิโคละ ทางแบรนด์ ก็เคยร่วมกับนักออกแบบรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Tim Hamilton, Alexander Wang, Alexandre Plohkov, Phillip Lim หรือ Alice Ro ออกแบบเสื้อผ้าสไตล์เบสิคแล้วทั้งสิ้น เพียงแต่ของ จิล แซนเดอร์ นั้นจะไม่ใช่การออกแบบเฉพาะกิจเหมือนดีไซน์เนอร์ข้างต้น
ย้อนกลับไปรำลึก ตำนานของ จิล แซนเดอร์ สักนิด เผื่อใครจำไม่ได้ หรือเกิดไม่ทัน อันว่าแบรนด์ และดีไซนเนอร์ชื่อเดียวกันนี้ เคยเป็นแบรนด์แถวหน้า ที่เป็นหนึ่งในไฮไลต์ของมิลานแฟชั่นวีค โดยเฉพาะในยุคที่สไตล์มินิมัลฮิตสุดขีดเมื่อราวทศวรรษที่ 90 ทว่าตำนานความยิ่งใหญ่เกิดสะดุดลง เมื่อจิล แซนเดอร์ ขายแบรนด์ให้แก่ปราด้ากรุ๊ป และเกิดขัดแย้งกับผู้บริหาร เป็นเหตุให้ จิล แซนเดอร์ โบกมือลาแบรนด์ จิล แซนเดอร์ ส่วนแบรนด์ จิล แซนเดอร์ เองหลังจากนั้น ก็เป๋ไปมากับความไม่ลงตัวในสไตล์การออกแบบของผู้มารับไม้ต่อแบบฉับพลัน นานเข้าๆ จนทนไม่ไหว จิล แซนเดอร์ จึงได้หวนกลับมากู้หน้า
แต่แล้วก็เหตุการณ์ซ้ำรอยเดิม ก็คือ 'ตีกัน' กะคนเดิมค่าเดิม ก็เลยเหมือนเดิม คือขออำลาแต่เพียงเท่านี้ จากนั้น จิล แซนเดอร์ ก็หายหน้าหายตาไปจากวงการแฟชั่น ส่วนแบรนด์ จิล แซนเดอร์ ที่กำลังโงนเงน กลับได้อัศวินขี่ม้าขาวอย่าง Raf Simons อาสาออกแบบเสื้อผ้าให้จนตอนนี้ จิล แซนเดอร์ เริ่มกลับมาขลังอีกครั้ง ตามด้วยการเปลี่ยนมือเจ้าของแบรนด์ จิล แซนเดอร์ ไปสู่กลุ่มธุรกิจญี่ปุ่น แทนปราด้ากรุ๊ป
สำหรับ ยูนิโคละ นั้นผลิตเสื้อผ้าได้แบบครบวงจร คือผลิตเองตั้งแต่เนื้อผ้า จนถึงออกมาเป็นเสื้อผ้าอย่างที่เห็น ดังนั้นสำหรับยูนิโคละ ก็จะเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในด้านเนื้อผ้า และวัสดุ ทั้งยังเป็นจุดแข็งที่ทำให้เสื้อผ้าของ ยูนิโคละ มีราคาถูกกว่าเสื้อผ้่าแบรนด์อื่นๆ ด้วยเช่นกัน ขณะเดียวกัน ยูนิโคละ เริ่มขยายอาณาจักรไปยังต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะในยุโรปและอเมริกา การได้ จิล แซนเดอร์ มาร่วมงานก็เท่ากับ จะช่วยในเรื่องการตลาดในต่างประเทศ และยังน่าจะช่วยยกระดับแบรนด์ ยูนิโคละ ต่อไป
fasholic.blogspot.com สะกิดเตือนให้ระลึกได้ว่า นี่คือการร่วมงานกันระหว่าง เยอรมัน (Jil Sander) และ ญี่ปุ่น (Uniqlo) มหาอำนาจฝ่ายอักษะแห่งสงครามโลกครั้งที่ 2 !!! <<< ขำๆ นะ ไม่ได้จุดประเด็น !!!
'bye bye olive!'
ข่าวก่อนหน้าข่าวแรกไม่นาน เมื่อ Olivier Theyskens ส่งแฟกซ์แถลงข่าวโบกมือลาแบรนด์ Nina Ricci หลังจากมีข่าวเม้าท์สนุกสนานว่าทางนิน่า ริชชี่ แขวนเรื่องการต่อสัญญาการเป็นครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ของโอลีฟออกไปแบบไม่มีกำหนด ทั้งที่สัญญาจะสิ้นสุดเดือนตุลาคมนี้ เหมือนเป็นการส่งสัญญาณ คำตอบการสิ้นสุดความสัมพันธ์ 2 ปี 4 คอลเล็กชั่นโดยทางอ้อม โดยโอลีฟ ขอฮึดสู้อีกครั้งด้วยการเปิดห้องเสื้อของตนเองขึ้นมา หลังจากต้องปิดตัวไปเมื่อหลายปีก่อนแล้วจึงเงียบหายไป ก่อนจะมาฮือฮาอีกครั้งด้วยคอนเซ็ปต์ Demi Couture กับแบรนด์น้องใหม่ (แต่ชื่อเก่าและเก๋าในวงการน้ำหอม) Rochas แล้ววันหนึ่ง ผู้บริหารโรช่าส์ ก็ทำเซอร์ไพรส์ด้วยการปิดแบรนด์เสื้อ เหลือเพียงน้ำหอม ลอยคว้างโอลีฟกลางอากาศ
อกหักเพียงไม่นาน นิน่า ริชชี่ เข้ามาโอบอุ้มโอลีฟ พร้อมกับการออกแบบเสื้อผ้าแนวใหม่ ที่ฉีกจากดีไซน์ของโอลีฟที่ผ่านๆ มาพอสมควร แต่ที่เหมือนเดิมคือความอลังการ และความหวานเต็มร้อย ส่วน โรช่าส์ ก็ทำเซอร์ไพรส์อีกรอบ ด้วยการ 'เปิด' แผนกเสื้อผ้าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พร้อมดีไซน์เนอร์คนใหม่และแนวการออกแบบที่เรียบง่าย และขายของ
เหมือนจะซ้ำรอยเดิม นิน่า ริชชี่ เป็นแบรนด์เสื้อที่มีอีกหนึ่งธุรกิจทำเงินคือ น้ำหอม การณ์นี้มีข่าวจากทางฝั่งนิน่า ริชชี่ ว่าเหตุที่ไม่ต่อสัญญา ก็เพราะเห็นว่า ธุรกิจเสื้อผ้าสำเร็จรูป ควรทำตัวเลขให้สอดคล้องกับธุรกิจน้ำหอม ...ตอกย้ำภาพเส้นทางขนานระหว่างการสร้างสรรค์ผลงานเสื้อผ้า อันเป็นแขนงหนึ่งของงานศิลปะ กับเส้นทางของการแข่งขันทางธุรกิจแฟชั่นในปัจจุบัน
เมื่อเป็นเช่นนี้ แล้วใครจะหาญกล้ามาเป็น 'แบ็คอัพ' ให้พ่อโอลีฟ กันล่ะ??

16 March 2009

little red book


มีพัสดุมาเมื่อเช้าวันศุกร์ที่ผ่านมา ก่อนหน้านั้นสองวีค เข้าเว็บ moleskine ชมโน่นนี่ เพื่อจะเอาข้อมูลมาเขียนบล็อก แล้วก็เจอะกับ 'the little red book' เป็นสมุดโน้ตเวอร์ชั่นพิเศษ ที่ทำร่วมกับ the National Gallery ประเทศอังกฤษ บวกลบคูณหาร ค่าสมุดโน้ตและค่าส่ง ยังถูกกว่าสมุดโน้ตเปล่าๆ ที่ขายบ้านเรา จึงสั่งออนไลน์ที่ www.nationalgallery.co.uk


มาในซองกระดาษแข็งคงทนดี (ไม่รู้ว่าขนาดใหญ่กว่านี้จะหักมั้ย) มีสมุดโน้ตเล่มแดงขนาดจิ๋ว หน้าตาก็เหมือนกับไดอารี่เล่มแดงที่ใช้อยู่ ต่างกันที่เล่มใหญ่ที่ใช้เป็นไดอารี่ แต่อันนี้เป็นสมุดโน้ตพร้อมเส้นบรรทัด แต่เล่มเด็ดอยู่ที่เล่มบาง ถ้าเป็นเซ็ตไดอารี่จะเป็นสมุดโน้ตแบบไร้เส้น แต่เล่มที่มาพร้อม the little red book of national gallery, london เป็นอะไรที่ทำให้ตัดสินใจซื้อ เจ้าสมุดแดงเล่มเล็กนี้


ในสมุดเล่มเล็กของเซ็ตหนังสือแดงเล่มเล็กนี้ เป็นหนังสือรวบรวมเรื่องราวโดยสังเขปของเนชั่นแนลแกลเลอรี่ แต่ส่วนสำคัญและเป็นเสน่ห์ของหนังสือเล่มนี้อยู่ที่บทถัดไป ได้แก่
  • บทอธิบายโดยสังเขปของลัทธิศิลปะ (เฉพาะจิตรกรรม) ในยุโรป ตั้งแต่ Medieval เรื่อยไปจนถึง Symbolism
  • วิธีประมวลและวิเคราะห์ภาพเขียนของเนชั่นแนลแกลเลอรี่
  • การอ่านออกเสียงที่ถูกต้องของศัพท์ศิลปะบางคำ
  • แนะนำนักบุญองค์สำคัญที่มักพบในภาพเขียน
  • สัญลักษณ์ต่างๆ ในภาพเขียน
  • เทพเจ้าและพระเจ้าที่ปรากฏในภาพเขียน
  • การจำแนกลักษณะภาพเขียน (academic) ตามการจำแนกของนักประวัติศาสตร์ศิลปะชาวฝรั่งเศส Andre Félibien
  • การอนุรักษ์งานจิตรกรรมของเนชั่นแนล แกลเลอรี่
  • เทคนิคการสร้างสรรค์งานจิตรกรรม จำแนกประเภทจากงานจิตรกรรมในเนชั่นแนล แกลเลอรี่
  • ที่มาของสีแต่ละสีที่ใช้ในงานจิตรกรรม
  • จิตรกร และบริเวณที่จัดแสดงงานจิตรกรรมชิ้นเด่นของพวกเขาภายในเนชั่นแนล แกลเลอรี่

นครแห่งศิลปะในยุคค.ศ. 1500 และ 1900 เห็นได้ว่า สมุดเล่มบางนี้ เหมือนเอาไว้เป็นคู่มือพื้นฐานในการชมจิตรกรรมยุโรป ไม่เฉพาะแค่ในเนชั่นแนล แกลเลอรี่ แต่ใช้ได้กับงานเขียนยุโรปทั่วไป พร้อมกับจดบันทึก หรือร่างภาพที่ได้มีโอกาสไปชมในสมุดบันทึกเล่มหนา เพื่อเป็นคู่มือหรือบันทึกศิลปะอีกเล่มที่สร้างสรรค์ขึ้นเอง

12 March 2009

small is the new big!



ชอบใจจัง
...คงหายง่ายขี้นด้วย :)

ที่มา:
http://store.apple.com/th/browse/home/shop_ipod/family/ipod_shuffle?mco=MTE2NTQ

04 March 2009

Season Note



มีเหตุผลส่วนตัวที่ทำให้ ‘หลงใหล’ ญี่ปุ่นเป็นพิเศษ

เมื่อ 3 ปีก่อน เตรียมตัวเดินทางไปโตเกียว plus โกเบ และโอซาก้า จึงกว้านซื้อคู่มือเดินทางสู่ญี่ปุ่นแทบทุกเล่มที่มีจำหน่ายบนแผงหนังสือ รวมทั้งคู่มือคนและวิถีชีวิตแบบญี่ปุ่น

แต่จะให้เลือกคู่มือเดินทางประเภทที่ว่า นักท่องเที่ยวที่ดีควรไปที่ไหนบ้าง ก็ดูจะใช่เรื่องใช่ราวที่ควรรู้ เพราะที่เหล่านั้น ก็เคยไปมาหมดแล้ว ไอ้ที่อยากรู้ ก็อยากจะแอดวานซ์ขึ้นมาอีกนิด ว่าแหล่งกิน แหล่งช้อป แหล่งเที่ยวชมนกชมไม้นั้นมีอะไรบ้างต่างหาก

ถูกใจหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ ‘Tokyo Tokyo’ ตรงไปตรงมา ข้างในรวมแหล่งช้อป แหล่งกิน แหล่งกุ๊กกิ๊ก ในแต่ละย่าน พร้อมวิธีเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินแบบเข้าใจได้ง่ายๆ ตัดสถานที่ประเภทที่จะได้เห็นตามทัวร์มาตรฐานออกไปหมด มีแต่ร้านรวงเก๋เปรี้ยว และน่ารักๆ แบบที่ไปแล้วอิ่มตา อิ่มปาก อิ่มใจ และอิ่มช้อป พร้อมแผนที่คร่าวๆ ไม่ให้หลงงงงวยกับซอยเล็กตรอกน้อย ซึ่งที่ญี่ปุ่น ร้านเก๋หลายร้าน ชอบหลบตา ให้เล่นซ่อนหาพอเรียกเหงื่อ ก็เลยติดอกติดใจในหนังสือเล่มนี้ เวลาเดินทางไปโตเกียว จึงพกได้ด้วยทุกครั้ง และอัศจรรย์ก็บังเกิด ขนาดที่ว่า คนญี่ปุ่นเอง ยังไม่รู้เท่าที่เรารู้!


กระทั่ง ‘Tokyo Tokyo Continue’ 'โตเกียว โตเกียว ไม่รู้จบ' เล่มอัพเดตของ โตเกียว โตเกียว ก็วางจำหน่ายเมื่อปีที่ผ่านมา ก็เป็นอีกเล่มหนึ่งที่เยินคามือ เพราะมีผู้ขอยืมไปใช้งานจริง หลายราย และอีกหลายรายที่ยืมไม่ทัน หรือขี้เกียจยืม ก็จะไปซื้อหามาเป็นคู่มือ ซึ่งล้วนแต่กลับมาบอกกับผู้เขียนว่า ‘เลิศ’ ที่สุดก็ไปหาซื้อมาเป็นคัมภีร์มาเก็บไว้ (อ่านบล็อกที่เคยเขียนถึงหนังสือเล่มนี้ได้ที่ http://veraphol.spaces.live.com/blog/cns!9F19219C7E9C3CC3!2982.entry)
ดีใจมากกว่านั้น เพราะในเวลาต่อมาได้รู้จัก และพูดคุยกับ คุณอัญชลี ศรีไพศาล ผู้เขียนหนังสือทั้งสองเล่มนั้น รวมทั้งหนังสือขนมหวานญี่ปุ่น ‘Sweet talk’ และมีโอกาสร่วมงานกันในระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งก็ได้ความรู้ เปิดโลกทัศน์ให้กว้างไกลยิ่งขึ้น ซึ่งต้องขอขอบคุณพี่หมูไว้ ณ ที่นี้อีกครั้งหนึ่ง

ต้นปีที่ผ่านมา คุณอัญชลี มีหนังสือเล่มใหม่มาให้สะสมกันอีกแล้วชื่อ ‘Season Note’ ‘หมายเหตุฤดู’ คราวนี้ ไม่ใช่คู่มือเดินทาง แต่เป็นคู่มือเรียนรู้ญี่ปุ่น ก็คือแอดวานซ์ขึ้นมาอีกหน่อย นั่นเพราะได้กล่าวถึง 4 ฤดูของญี่ปุ่น ที่เสน่ห์ของแต่ละฤดูก็จะแตกต่างกันไป ...อันนี้เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะนอกจากบรรยากาศจะแตกต่างกันด้วยสภาพอากาศ สรรพสิ่งในญี่ปุ่น จะเผยออกมาเป็นพิเศษเฉพาะในแต่ละฤดูกาลเท่านั้น

ตามสไตล์การเขียนของคุณอัญชลี คือหยิบสิ่งที่เห็นมาเล่า เหมือนเป็นเกร็ดเล็กน้อยของคนคุ้นเคยกับญี่ปุ่นอ่านไปเรื่อยๆ ก็จะได้เกร็ดใหญ่ๆ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนญี่ปุ่นทั่วไป ที่เราได้พบเห็นกัน ตั้งแต่เรื่องซากุระ และผมหน้าม้า ผ้าคาดปากและจมูก ไปจนถึงขนมนมเนย ในแต่ละฤดู (รวมทั้งเครื่องราง พร้อมคำแปล อันนี้ชอบมากมาย) พร้อมภาพประกอบน่ารักๆ เหมาะให้หยิบอ่านในเวลาว่างๆ เพลินๆ และก่อนเดินทางไปญี่ปุ่น จะได้รู้ว่าห้วงนี้ ที่โน่นเขาอยู่ในฤดูไหน มีอะไรที่ไม่ควรพลาดในช่วงเวลานั้นบ้าง
ชื่อหนังสือ: Season Note - หมายเหตุฤดู
ผู้เขียน: anchalee
สำนักพิมพ์: Booktailor
ราคา: 208 บาท
ตามติดเรื่องอัพเดตจากญี่ปุ่น จากคุณอัญชลี ได้อีกทาง ผ่านเว็บบล็อก http://www.curiouspig.net/

02 March 2009

Asian City Notebook

เพิ่งรู้จักแบรนด์ Moleskine ไม่นาน แต่ก็หลงรักแบบไม่มีสาเหตุตั้งแต่แรกเจอ เข้าใจว่าเป็นเพราะอยู่ในวงการน้ำหมึกน้ำเมา ก็เลยรู้สึก 'อิน' ไปกับอะไรทำนองสมุด ปากกา ฯลฯ
เกริ่นเล็กน้อย 'โมลสกิน' เดิมเป็นชื่อของร้านทำสมุดเล็กๆ ในฝรั่งเศส ที่ส่งสมุดให้แก่ร้านเครื่องเขียนในปารีส ด้วยความที่พิถีพิถันในการทำสมุดจนเป็นที่เลืองลือไปทั่ววงการ โดยเฉพาะสมุดบันทึกปกสีดำแสนคลาสสิก จนเป็นยี่ห้อสุดโปรดของบรรดาศิลปินและนักประพันธ์ทั่วยุโรปมากกว่า 200 ปี ยกตัวอย่างแฟนคลับของโมลสกิน ได้แก่ แวนโกะ ปิกัสโซ่ เออเนิร์ต เฮมมิ่งเวย์ และ บรูซ แชตวิน เป็นต้น
แต่ โมลสกิน จำต้องปิดตัวลงเมื่อปี 1986 ว่ากันว่าในช่วงนั้น คนดังคนเด่น ระดมสรรพกำลังตามหาและกว้านซื้อสมุดโน้ตโมลสกินที่เหลืออยู่ หายากยิ่งกว่าพระเครื่องชื่อดัง! กระทั่งปี 1998 สำนักพิมพ์ในมิลาน ได้เข้าซื้อกิจการ โมลสกิน และได้ รื้อฟืนกรรมวิธีการผลิตและวัตถุดิบในการทำสมุดบันทึกตามแบบเดิมไว้ทุกประการ
เสน่ห์ของสมุดบันทึกโมลสกิน อยู่ที่เนื้อกระดาษที่ออกแบบตามวัตถุประสงค์ของการใช้งาน ตั้งแต่บันทึกทั่วไป สมุดวาดเขียนสีน้ำ สมุดตาราง สมุดแบบแผ่นพับ สมุดโน้ตดนตรี ฯลฯ หรืออย่างไดอารี่ ก็จะครบเรื่องในเรื่องของการบันทึกประจำวัน อย่างที่การบันทึกลงในคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือให้ไม่ได้ นั่นคือความสุนทรีัย์
เมื่อสองปีที่แล้ว โมลสกิน เริ่มนำเสนอสมุดบันทึกการเดินทาง City Notebook เป็นอีกหนึ่งรูปแบบของการบันทึก ที่โมลสกิน เชียวชาญ สำหรับพกพาไปบันทึกคู่มือท่องเที่ยวในรูปแบบของคุณๆ เอง โดยเริ่มต้นจากหลายเมืองในยุโรป จากนั้นก็บินข้ามมหาสมุทรไปอเมริกา และเมื่อกลางปีที่ผ่านมา โมลสกิน เดินทางมายังเอเชีย โดยเริ่มต้นจากสองเมืองเด่น คือ ฮ่องกง และปักกิ่ง และที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อไม่นานนี้ คือ โตเกียว และ เกียวโต


ในซิดี้โน้ตบุ๊คแต่ละเล่ม ประกอบด้วยข้อมูลจำเป็นของแต่ละเมืองนั้น แผนที่เมือง แผนที่คมนาคม (อาทิ รถไฟใต้ดิน) หน้าบันทึก ส่วนที่ให้เราสามารถจำแนกข้อมูลต่างๆ ด้วยตนเอง อาทิ ร้านอาหาร โรงแรม ช้อปปิ้ง ฯลฯ โดยคั่นแบ่งเป็นส่วนๆ ให้เรียบร้อย กระดาษฉีก และกระดาษใสแบบโพสต์อิท เผื่อไว้สำหรับเขียนโน้ตย่่อๆ หรือบันทึกแทรกในเล่ม พร้อมช่องเล็กๆ สำหรับใส่โน้ต นามบัตร หรืออื่นๆ
ครบถ้วนสำหรับการสร้างหนังสือนำเที่ยวในแบบของคุณเอง
ปล. ข่าวว่า ปีหน้า หรืออย่างเร็ว ใบไม้ร่วงนี้ เตรียมพบ ซิตี้โน้ตบุ๊คฉบับ กรุงเทพ !!
เว็บไซด์หลัก: www.moleskine.com
เว็บไซด์ซิตี้โน้ตบุ๊ค: www.moleskinecity.com

No More (N)ine

Takahiro Miyashita

ถือเป็นแบรนด์รุ่นใหม่ รุ่นใหญ่แบรนด์หนึ่งของญี่ปุ่น ที่โกอินเตอร์เบียดเข้าไปเป็นหนึ่งในสังคมแฟชั่นปารีสได้อย่างไม่น้อยหน้าใคร แต่จู่ๆ Takahiro Miyashita ดีไซน์เนอร์และผู้ก่อตั้งแบรนด์ ก็ส่งจดหมายอำลาไปยังหน่วยงานแฟชั่นต่างๆ ประกาศปิดแบรนด์ให้ทราบโดยทั่วกัน ว่า Fall/Winter 2009-2010 ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อมกราคมที่ผ่านมา จะเป็นคอลเล็กชั่นสุดท้าย และบูติกทุกแห่ง จะบ้าย บาย ปลายปี

เหตุผลก็สุดจะคลุมเคลือ ตามสไตล์สุดติสต์ตามแบบฉบับเหล่าดีไซน์เนอร์ญี่ปุ่น จับประเด็นเคลือๆ ได้สองเหตุผล คือ "When you're finished changing, you're finished." และ "Takahiro is emotionally and physically exhausted." งานนี้เศรษฐกิจเป็นพิษคงไม่ใช่สาเหตุหลักแน่นอน

Number (N)ine ก่อตั้งมาได้เพียง 12 ปี เท่านั้นเอง แต่ก็เป็นแบรนด์ที่เติบโตเร็ว และได้รับการยอมรับในความเป็นแถวหน้า ของแบรนด์เสื้อผ้าหนุ่มๆ มองว่าเป็นเจนเจอเรชั่นที่สอง ต่อจากอัศวินนักออกแบบญี่ปุ่นรุ่นบุกเบิกอย่าง Comme des Garcons, Issey Miyake, Yohji Yamamoto และ Kenzo (แล้ว Hanae Mori ล่ะ??)

ข่าวดีอีกนิด เพราะมิยาชิตะซัง จะไม่ได้ไปแล้วไปลับ แต่ขอพักเบรกสักพัก เพื่อโปรเจ็กต์ใหม่ ในเร็ววันนี้ ระหว่างนี้ก็จะขอสืบมาให้ทราบว่าพี่แกจะไปไหน
ภาพ: Number (N)ine by Takahiro Miyashita Autumn/Hiver 2009-2010 from www.style.com